เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ
ปัจจุบันการสอนภาษาอังกฤษได้มีวิวัฒนาการ
และมีทฤษฎีการสอนหลากหลายวิธี ที่ครูจะเลือกแนวทางที่ เหมาะสมนำไป
ดัดแปลงใช้สอนนักเรียนแต่ละคน ดังวิธีสอนต่อไปนี้
1. วิธีการสอนไวยากรณ์และการแปล (Grammar Translation )
เป็นวิธีการสอนที่
เน้นกฎไวยากรณ์และใช้การแปลเป็นสื่อให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน
ลักษณะเด่น
1.1
ครูจะบอกและอธิบายกฎเกณฑ์ตลอดจนข้อยกเว้นต่างๆ
1.2 ในด้านคำศัพท์
ครูจะสอนครั้งละหลายคำ บอกคำแปลภาษาไทย บางครั้งเขียนคำอ่านไว้ด้วย
1.3
ครูเน้นทักษะการอ่าน และการเขียน
1.4
ครูเน้นวัดผลด้านความรู้ ความจำ คำศัพท์ กฎเกณฑ์ ความสามารถในการแปล
1.5
ครูมีบทบาทสำคัญมากที่สุด
1.6
นักเรียนเป็นผู้รับฟัง และจดสิ่งที่ครูบอกลงในสมุด
1.7
นักเรียนจะต้องท่องจำกฎเกณฑ์ตลอดจนชื่อเฉพาะต่างๆ ทางไวยากรณ์
1.8
นักเรียนทำแบบฝึกหัดที่สอดคล้องกับเกณฑ์ไวยากรณ์นั้นๆ
1.9
นักเรียนไม่ได้ฝึกนำคำศัพท์มาใช้ในรูปประโยค
2. วิธีสอนแบบตรง
เป็นวิธีการสอน
ที่เน้นทักษะการฟัง และพูดให้เกิดความเข้าใจก่อน
แล้วจึงฝึกทักษะการอ่านและการเขียนโดยมีความเชื่อว่า
เมื่อนักเรียนสามารถฟังและพูดได้แล้ว ก็สามารถอ่านและเขียนได้ง่าย และเร็วขึ้น
ไม่เน้นไวยากรณ์กฎเกณฑ์มากนัก บทเรียนส่วนใหญ่เป็นกิจกรรสนทนา
นักเรียนได้ใช้ภาษาเต็มที่ลักษณะเด่น
2.1
ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนพูดโต้ตอบ
2.2
ครูสร้างสภาพแวดล้อมหรือใช้สื่อที่เอื้อต่อการการเรียนการสอน
2.3
อธิบายคำศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวอย่างประกอบเป็นของจริง
2.4
การวัดผลเน้นทักษะการฟัง และพูด เช่นการเขียนตามคำบอก การปฏิบัติตามคำสั่ง
3. วิธีสอนแบบฟัง-พูด (Audio – Lingual Method)
เป็นวิธีการสอนตามหลัก ภาษาศาสตร์
และวิธีสอนตามแนวโครงสร้าง เป็นการสอนตามหลักธรรมชาติ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน
สอนครบองค์ประกอบลำดับจากง่ายไปหายากลักษณะเด่น
3.1
ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาที่เรียนให้แก่ผู้เรียนในการเลียนแบบ
3.2
ครูจะจัดนำคำศัพท์และประโยคมาสร้างเป็นรูปประโยคให้นักเรียนพูดตามซ้ำๆ กัน
ในรูปแบบต่างกัน
3.3
ครูมุ่งเรื่องการฝึกรูปประโยคทางภาษาในห้องเรียนมากกว่าประโยชน์การใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน
3.4
นักเรียนจะต้องฝึกภาษาที่เรียนซ้ำๆ
3.5
นักเรียนเป็นผู้ลอกเลียนแบบ
และปฏิบัติตามครูจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากจนเกิดเป็นนิสัยสามารถพูดได้อย่าง อัตโนมัติ
4. วิธีการสอนตามทฤษฏีการเรียนแบบความรู้ความเข้าใจ
(Cognitive Code Learning theory)
วิธีการสอนแบบนี้ยึดแนวคิดที่ว่าภาษา
เป็นระบบที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ความเข้าใจ และการแสดงออก
ทางภาษาขึ้นอยู่กับความเข้าใจ กฎเกณฑ์
เมื่อผู้เรียนมีความเข้าใจรูปแบบของภาษาและความหมายแล้ว ก็จะสามารถใช้ภาษาได้ลักษณะเด่น
4.1
ครูมุ่งฝึกทักษะทุกด้านตั้งแต่เริ่มสอน โดยไม่จำเป็นต้องฝึกฟังและพูดให้ดีก่อน
แล้วจึงอ่านและเขียน ตามวิธีสอน แบบฟัง-พูด (Audio – Lingual Method)
4.2
ครูสอนเนื้อหาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการที่แตกต่างของนักเรียน
ที่มีความสามารถในทักษะฟังพูดอ่าน เขียนที่แตกต่างกัน
4.3
สนับสนุนให้ผู้เรียนใช้ความคิด สติปัญญา
และมีความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
4.4
ใช้ภาษาไทยในการช่วยอธิบาย แต่อธิบายในเรื่องการฟังและพูด
4.5
การวัดและประเมินผลในด้านภาษาของนักเรียนนั้น คือ ความคล่องแคล่วในการใช้ภาษาแต่
ละขั้นตอน
5. วิธีสอนตามเอกัตภาพ (Individualized Instruction)
จากวิวัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ จะเห็นว่า
ผู้เรียนเริ่มมีบทบาทจากการเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียวมาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม
ในการเรียนการสอนมากขึ้นเป็นลำดับลักษณะเด่น
5.1 การสอนเปลี่ยนจากครูเป็นหลัก
เป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
5.2
ครูพยายามให้นักเรียนมีโอกาสศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละบุคคลให้ได้มาก
5.3
ครูเตรียมสื่อการเรียนการสอนไว้ให้
5.4 ครูจะเตรียม สื่อ
เอกสาร บทเรียนโปรแกรม ชุดการเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
และแนวคำตอบไว้ให้
ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
6. วิธีสอนแบบการตอบสนองด้วยท่าทาง
(Total Physical Response Method)
แนวการสอนแบบนี้
ให้ความสำคัญต่อการฟังเพื่อความเข้าใจ
เมื่อผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่ฟังอยู่และสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะช่วยให้จำได้ดี ลักษณะเด่น
6.1
ในระยะแรกของการเรียนการสอน ผู้เรียนไม่ต้องพูด แต่เป็นเพียงผู้ฟังและทำตามครู
6.2
ครูเป็นผู้กำกับพฤติกรรมของนักเรียนทั้งหมด ครูจะเป็นผู้ออกคำสั่งเอง
เมื่อถึงระยะเวลาที่สมควรพูดแล้วเรียนอ่านและเขียนต่อไป
6.3
ภาษาที่นำมาใช้ในการสอนเน้นที่ภาษาพูด เรียนเรื่องโครงสร้างทางไวยากรณ์
และคำศัพท์มากกว่าด้านอื่นๆ โดยอิงอยู่กับประโยคคำสั่ง
6.4
นักเรียนจะเข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจนจากการแสดงท่าทางของครู
6.5
ครูทราบได้ทันทีว่านักเรียนเข้าใจหรือไม่
จากการสังเกตการปฏิบัติตามคำสั่งของนักเรียนเมื่อครูสั่ง
6.6
ครูต้องทำพร้อมกับนักเรียนในระยะแรก
6.7
ต้องสั่งจากง่ายไปหายาก
7. วิธีการสอนแบบอภิปราย (Discussion
Method)
เป็นวิธีการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียน
รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม รวมพลังความคิดเพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหา หาข้อเท็จจริง
ลักษณะเด่น
7.1
ฝึกให้นักเรียนกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็นกล้าพูด อย่างมีเหตุผล
ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ฝึกให้เป็นคนมีระเบียบวินัย
และอดทนที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
7.2
ครูสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนทำงานว่า สมมุตินักเรียนจะเข้าค่ายพักแรมเป็นเวลา 5 วันนักเรียนจะต้องเตรียมเครื่องใช้อะไรไปบ้างช่วยกันอภิปราย
และสรุปผลออกมาเป็นรายงานส่งครู เป็นต้น
8. วิธีการสอนแบบโครงการ
(Project Method)
เป็นวิธีที่สอนให้ผู้เรียนทำกิจกรรม
ใดกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เรียนสนใจ หรือตามที่ครูมอบหมายให้ทำ
ลักษณะเด่น
8.1
นักเรียนจะดำเนินการอย่างอิสระ
8.2
ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะช่วยเหลือและติดตามผลงานของนักเรียนว่าการดำเนินการ
ความก้าวหน้า
อุปสรรคการประเมินผลงานใดบ้าง
8.3
นักเรียนจะมีอิสระในการใช้ภาษาได้อย่างเต็มที่
9. วิธีสอนภาษาแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Community Language Learning)
วิธีการ สอนแบบนี้มีแนวคิดที่ต่างไปจากแนวคิดอื่น
ลักษณะเด่น
9.1
ยึดผู้เรียนเป็นหลัก
9.2
เน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกัน
ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
9.3
นักเรียนแต่ละคนร่วมกิจกรรม
9.4 ครูทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านภาษาเท่านั้น
ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
9.5
เน้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร สิ่งที่นำมาเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้
การฝึกให้ผู้เรียนใช้โครง สร้างประโยค คำศัพท์และเสียง
ตามวิธีการสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์
9.6
การประเมินผลการเรียนนั้นจะเป็นการทดสอบแบบบูรณาการโดยให้นักเรียนประเมินตนเอง ดูจากการเรียนรู้ของตนเอง และความก้าวหน้าของตน
9.7
ถ้านักเรียนมีที่ผิด ครูจะพยายามแก้ไข โดยไม่ใช้วิธีคุกคาม โดยให้ฝึกทำซ้ำๆ กัน
10. วิธีสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร
(Communicative Approach)
จากข้อเท็จจริงพบว่า ถึงแม้นักเรียน
จะเรียนรู้โครงสร้างของภาษามาแล้วเป็นอย่างดี
แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้หรือสื่อสารได้ดีนัก
ด้วยเหตุผลนี้นักภาษาศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาต่างประเทศ
ได้เสนอแนวการสอนแบบใหม่ คือ การสอนเพื่อการสื่อสาร
โดยมีความเชื่อว่าภาษาไม่ได้เป็นเพียงระบบไวยากรณ์ที่ประกอบด้วยเสียง ศัพท์
และโครงสร้างเท่านั้น แต่ภาษาคือ ระบบที่ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นการสอน
จึงควรให้นักเรียนสามารถนำภาษาไปใช้ในการสื่อสารได้ และจะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมตามสภาพสังคมด้วย
11. โปรแกรม CIRC
(Cooperative Intergrated Reading and Composition)
CIRC คือ
โปรแกรมสำหรับสอนการอ่าน การเขียนและทักษะทางภาษา (Language arts) ใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย โดยเน้นที่หลักสูตรและวิธีการสอน
โดยการพยายามนำการเรียนรู้แบบร่วมมือมาใช้ โปรแกรม CIRC พัฒนาขึ้นโดย
Madden, Slavin และ Stevens ในปี 1986 นับ ว่าเป็นโปรแกรมที่ใหม่ที่สุดของวิธีการเรียนรู้เป็นทีม
ซึ่งเป็นโปรแกรมการเรียนแบบร่วมมือที่น่าสนใจยิ่ง
เนื่องจากเป็นโปรแกรมการเรียนการสอนที่นำการเรียนแบบร่วมมือมาใช้กับการอ่าน
และการเขียนโดยตรง
CIRC-Reading สำหรับการอ่าน
นักเรียนจะได้รับการสอนภายในกลุ่มการอ่าน หลังจากนั้นให้นักเรียนแยกออกเป็นทีม
เพื่อทำงานตามกิจกรรมแบบร่วมมือ โดยการจับคู่กันอ่าน การทำนายเรื่องที่อ่าน
การสรุปเรื่องให้อีกคนหนึ่งฟัง การเขียนตอบคำถามจากเรื่อง การฝึกสะกดคำศัพท์
การถอดรหัสและฝึกเรื่องคำศัพท์
นักเรียนทำงานร่วมกันในทีมเพื่อให้นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญของเรื่อง
ที่อ่านได้ และได้ทักษะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในการอ่าน
CIRC-Writing/Language Arts สำหรับการเขียน วิธีการที่ใช้ขึ้นอยู่กับรูปแบบกระบวนการเขียน
ซึ่งใช้รูปแบบทีมเหมือนกับโปรแกรม CIRC สำหรับการอ่าน
วิธีการนี้นักเรียนทำงานร่วมกันเพื่อวางแผน (plan) ร่างต้นฉบับ
(draft) ทบทวนแก้ไข (revise) รวบรวมและลำดับเรื่อง
(edit) และพิมพ์หรือแสดงผลงาน (publish) เรื่องที่แต่งออกมา โดยครูเป็นผู้เสนอเนื้อหาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับแนวทาง
(style) เนื้อหา และกลวิธีของการเขียน
CIRC สำหรับ
การอ่านและการเขียนนั้น โดยปกติแล้วจะใช้ควบคู่ไปด้วยกัน
แต่กระนั้นก็สามารถใช้โปรแกรมนี้แยกในการสอนอ่าน
หรือสอนการเขียนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้
โปรแกรมการเรียนแบบร่วมมือ
มีลักษณะกิจกรรมโดยรวมดังนี้คือ
1. การสอนเริ่มต้นจากครู
(Teacher Instruction)
2. การฝึกปฏิบัติภายในทีม
(Team Practice) นักเรียนทำงานในกลุ่มซึ่งมีสมาชิก 4-5 คนโดยมีความสามารถแตกต่างกัน เรียนรู้กันจากที่ครูได้มอบหมายให้โดยการใช้
Worksheet หรืออุปกรณ์การฝึกอื่นๆ
ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เรียน นักเรียนจะได้ประเมินเพื่อนสมาชิกในกลุ่มซึ่งกันและกัน
3. นักเรียนได้ประเมินการเรียนรู้ของตนเอง
(Individual Assessment) ในเรื่องของข้อความรู้หรือทักษะที่เขาได้รับในบทเรียน
4. คะแนนจากการประเมินนักเรียนแต่ละคน
จะรวมเป็นคะแนนของทีม (Team Recognition) ทีมใดที่ได้คะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้
จะได้รับใบประกาศนียบัตรหรือรางวัลอื่นๆ
การจัดกลุ่มนักเรียน
นักเรียนจะทำงานตามกิจกรรมที่กำหนด
ภายในกลุ่มการเรียนรู้ที่มีนักเรียนซึ่งมีความสามารถแตกต่างกันในกลุ่มการอ่าน (Reading Groups) นั้น นักเรียนจะถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่ม
การอ่าน จำนวน 2-3 กลุ่ม ขึ้นอยู่กับระดับการอ่านของเขา
โดยครูเป็นผู้กำหนดให้ว่า นักเรียน คนใดจัดว่าอยู่ในกลุ่มเก่ง ปานกลาง หรืออ่อน
ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสตอรีไลน์
1.เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย
ผู้เรียนจำได้ถาวร (Retention) ซึ่งการเรียนแบบนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการทบทวนความรู้เดิม
และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
2.ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน
(Participate) ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม
เป็นการพัฒนาทั้งตัว
3.ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมตามประสบการณ์ชีวิตของตน
และเป็นประสบการณ์จริงในชีวิตของ ผู้เรียน
4.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่างๆ
ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีการเบื่อหน่าย
5.ผู้
เรียนจะได้สร้างจินตนาการตามเรื่องที่กำหนด เป็นการเรียนรู้ด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ
วัฒนธรรม การเมือง วิถีชีวิต ผสมผสานกันไป อันเป็นสภาพจริงของชีวิต
6.ผู้เรียนจะได้พัฒนาความคิดระดับสูง
คิดไตร่ตรอง คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิด แก้ปัญหา คิดริเริ่ม คิดสร้างสรรค์
7.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม
ตั้งแต่ 2 คน 4 คน 6 คน รวมทั้งเพื่อนทั้งห้องเรียน ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรม
เป็นการพัฒนาให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์
8.ผู้
เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวสู่สิ่งไกลตัว เช่น เรียนตัวของเรา บ้านของเรา
ครอบครัวของเรา ชุมชนของเรา ประเทศของเรา และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นไปต้น
ขอบคุณ นาง ประภาพักตร์ เขตจัตุรัส

ทำให้เข้าใจวิธีการสอนขึ้นเยอะเลยค่ะ
ตอบลบเทคนิคดีมากครับ
ตอบลบ