วันอาทิตย์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ. 2558


แรงบันดาลใจกับความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเอง




1. สร้างแรงบันดาลใจ
สนใจและอยากไปประเทศสหรัฐอเมริกาตามโครงการแลกเปลี่ยนนักเรียนต่างประเทศและหาข้อมูลพบว่าคนที่จะไปแลกเปลี่ยนที่อเมริกาได้ ส่วนใหญ่จะเป็นเด็กเก่ง ๆ พื้นฐานภาษาอังกฤษดีมาก เพราะอเมริกาเป็นประเทศแรกในกลุ่มนักเรียนแลกเปลี่ยนที่จะเลือกไป และการแข่งขันสูงมาก เขาจึงตัดสินใจ เริ่มต้นเรียนภาษาอังกฤษต้อง และตั้งใจไปอเมริกาให้ได้ 

2. ค้นหาปัญหาของตัวเอง
เขาพบว่าปัญหาของเขาคือ เบื่อการเรียนภาษาอังกฤษ เกลียดภาษาอังกฤษ ฟัง – พูด – อ่าน – เขียน ไม่ได้ ไม่ออก ไม่เป็น ทำอะไรไม่ได้เลย และไม่อดทน

3. เริ่มแก้ปัญหาทีละจุด
เขาเบื่อรูปแบบการเรียนภาษาอังกฤษในห้องเรียนจึงเริ่มใหม่จากการฟังโดยการเช่า DVD ภาพยนตร์มาดูตามขั้นตอน คือ Sound ภาษาอังกฤษ No Subtitle และดูไปเรื่อย ๆ และในรอบที่ 2 ดูเรื่องเดิมแต่เลือกฉากที่ชอบสัก 10 นาที ซึ่งเป็นฉากที่มีบทพูดเยอะ ๆ นั่งฟังซ้ำ ๆ สัก 2 – 3 รอบ ทำแบบนี้เกือบหนึ่งเดือน เริ่มเห็นผล

4. ความสำเร็จขั้นแรก
หลักจาก 3 อาทิตย์ผ่านพ้นไป ความรู้สึกที่รู้สึกได้คือ เมื่อดูหนังไปเรื่อย ๆ เริ่มรู้สึกว่าทำไมหนังมันพูดช้าจังเลย ใครที่ดูหนังก็จะรู้ ฝรั่งพูดเร็วยังกับจรวด ทำไมเรื่องนี้พูดช้าลง มาตรองดูพบว่าจริง ๆ แล้ว ฝรั่งเขาไม่ได้พูดช้าเลยครับ แต่เราชินกับความเร็วในการพูดของฝรั่งแล้ว เขาสามารถจับความเร็วในการฟังได้ประมาณ 30 % จากตอนแรก 0 % จากนั้นเขาลองเปลี่ยนไปฟังวิทยุออนไลน์สถานีของอเมริกา ปรากฏว่าเขาพูดช้ากว่าในหนังเยอะเลย เขาสามารถจับความถี่ที่ DJ. ฝรั่งพูดได้มากกว่า 50 % ดีใจมากครับ แสดงว่ามันเริ่มเห็นผลแล้ว มีกำลังใจแล้วฝึกต่อ นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้ และได้ไปอเมริกา

5. ดัดจริต
ขั้นตอนต่อมา เริ่ม Advance ขึ้น ฟังอย่างเดียวกลัวเบื่อ คราวนี้พูดบ้างดีกว่า พูดตามดาราในหนังพูดผิด ถูก ไม่รู้ แต่จะพูดออกเสียง S เสียง Z เสียง stress เลียนแบบเขาไป ดูหนังไปพูดตามไป (รู้สึกดัดจริต ทำคนเดียวในห้องไม่มีคนเห็น) บางทีเขาหัวเราะก็หัวเราะตามอย่าได้แคร์เพราะอยู่คนเดียว นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้ และได้ไปอเมริกา

6. แกรมม่า ใครว่าไม่สำคัญ
หลังจากที่เขาฟังได้ 20 ฟังและพูดได้อีกสัก 20 วัน เขาเจอปัญหาใหญ่คือ ไม่สามารถเรียบเรียงคำพูดอกมาได้ สามารถพูดตามฝรั่งในหนังด้วยสำเนียงที่เหมือนเพราะเลียนแบบเขา แต่ไม่สามารถพูดตามที่อยากพูดได้ทำอย่างไรดี จึงไปเลือกซื้อหนังสือแกรมม่าซึ่งมีหลากหลายทั้งแบบไว้สอบ สำหรับใช้งานในชีวิตประจำวัน จึงเลือกแบบใช้สำหรับชีวิตประจำวันมา 2 – 3 เล่ม ค่อย ๆ อ่านศึกษาทีละหัวข้อและพยายามมาประยุกต์ใช้หัวข้อ Tense ทั้ง 12 Tense จำได้หมด (ณ ตอนนั้น) ว่าโครงสร้างเป็นอย่างไร แต่ใช้ในชีวิตประจำวันจริงไม่กี่ Tense สรุปทุกวันเขาต้องดูหนังฝรั่งวันละ 1 – 1.30 ชั่วโมง พร้อมเลียนแบบเสียง จากนั้นก็นั่งศึกษาแกรมม่า ประมาณครึ่งถึง 1 ชั่วโมง และก็พูดคนเดียวหน้ากระจก นึกถึงอเมริกา นึกถึงวันที่เราสอบได้ และได้ไปอเมริกา

7. เริ่มฝึกอ่าน
สำหรับอ่าน ก็เริ่มจากการอ่านในอินเตอร์เน็ต เว็บข่าวต่างประเทศ ซึ่งแน่นอนว่ามันยาก ก็เปลี่ยนมาอ่านหนังสือพวก Nation Junior หรือที่ยากหน่อยก็พวก Reader’s digest ศัพท์ที่ไม่รู้ก็ปิด Dictionary พยายามอ่านที่เป็นหนังสือ อย่าอ่านออนไลน์เพราะในหนังสือศัพท์ตัวไหนไม่ทราบความหมายก็สามารถเปิดหาและจดลงไปได้ช่วยให้จำศัพท์ได้ดียิ่งขึ้น เมื่อศึกษา แกรมม่า มาระดับหนึ่งแล้วการอ่านมันเลยง่ายขึ้นเยอะครับ ประโยคยาว ๆ แยกได้ส่วนไหนคือคำหลัก เขาคิดว่าถ้าเราเข้าใจ แกรมม่า สามารถใช้มันอย่างถูกต้อง มันจะช่วยเราได้ดีในเรื่องการอ่าน ฝึกอ่านไปเรื่อย ๆ วันละ 1 -2 หน้า จนนานเข้าเราสามารถอ่าน Bangkok Post ได้ สำหรับการอ่านนี้อาจจะต้องใช้เวลานานหน่อย

8. การเขียน
ผู้เขียนกระทู้นี้ได้กล่าวว่า การเขียนเป็นจุดที่สำคัญ เป็นทักษะที่ค่อนข้างยาก อาจต้องใช้สอบเขียน การเขียนเรียงความด้วย และแนะนำว่าถ้าอยากจะเขียนได้ดี ๆ ควรจะมีคนคอยตรวจคอยแก้ไขให้ ทักษะนี้ควรจะมีผู้ชี้แนะ และควรจะเรียนด้วย ในที่สุดก็ถึงวันสอบไปอเมริกา เขาก็สอบผ่านด้วยคะแนนสูงพอสมควร ได้ไปอเมริกาตามที่ตั้งใจ และเขาได้สรุปประสบการณ์ฝึกภาษาอังกฤษด้วยตนเองว่า อาศัยการฟังจากการดูหนังฝรั่ง เลียนแบบเสียง ฝึกพูดกับตัวเอง ฝึกแกรมม่า จากนั้นก็อ่าน ส่วนการเขียนมาเรียนเพิ่มเติมทีหลัง และเน้นย้ำว่า แรงบันดาลใจอันแรงกล้าคือสิ่งที่สำคัญมากควรสร้างแรงบันดาลใจอันแรงกล้าให้ตนเอง

จากเรื่องราวที่ได้กล่าวมาทั้งหมดข้างต้นแรงบันดาลใจมีความสำคัญมากที่ทำให้เกิดความสำเร็จในการเรียนภาษาอังกฤษด้วยตนเองของเจ้าของกระทู้รายนี้ และผมคิดว่าไม่เพียงแต่การเรียนภาษาอังกฤษเท่านั้น แต่แรงบันดาลใจจะช่วยให้การกระทำใด ๆ ที่พึงประสงค์บรรลุผลสำเร็จได้ตามต้องการจึงถือโอกาสนี้กล่าวถึงนักสร้างแรงบันดาลใจระดับโลกท่านหนึ่งที่เป็นที่รู้จักกันโดยทั่วไป “ นิก วูยิชิช (Nick Vujicic)” นักสร้างแรงบันดาลใจระดับโลก เป็นชาวออสเตรเลีย เกิดในปี 2525 พร้อมกับเงื่อนไขทางร่างกายที่ไม่มีแขนขา แม้จะเริ่มต้นจากข้อจำกัดของชีวิตที่ติดลบ แต่นิกก็สามารถทำให้ชีวิตของเขากลับมาเป็นบวกได้ด้วยทัศนคติและหัวใจนักสู้ และนี่คือหนึ่งในทัศนคติของนิก “ถ้าผมล้มเหลว ผมจะพยายามต่อไปถ้าคุณล้มเหลวคุณจะพยายามต่อไปหรือไม่ จิตของมนุษย์สามารถทนต่อสิ่งเลวร้ายได้มากกว่าที่เราคิด ชีวิตจะจบลงอย่างไรเป็นสิ่งที่สำคัญ คุณอยากจะจบอย่างเข้มแข็งหรือไม่ ” นิก คว้าปริญญาตรีทางด้านบัญชีและการวางแผนการเงินเมื่ออายุ 21 ปี และกลายเป็นนักเขียนชื่อดังด้วยหนังสือ “LIFE WITHOUT LIMITS” ปัจจุบันเดินทางไปทั่วโลกเพื่อสร้างแรงบันดาลใจให้กับผู้คนและปลุกให้ทุกคนลุกขึ้นมากำหนดชะตาชีวิตของตัวเอง





แหล่งข้อมูลอ้างอิง


เทคนิคการสอนภาษาอังกฤษ


           ปัจจุบันการสอนภาษาอังกฤษได้มีวิวัฒนาการ และมีทฤษฎีการสอนหลากหลายวิธี ที่ครูจะเลือกแนวทางที่ เหมาะสมนำไป ดัดแปลงใช้สอนนักเรียนแต่ละคน ดังวิธีสอนต่อไปนี้

1. วิธีการสอนไวยากรณ์และการแปล (Grammar Translation )
เป็นวิธีการสอนที่ เน้นกฎไวยากรณ์และใช้การแปลเป็นสื่อให้นักเรียนเข้าใจบทเรียน
ลักษณะเด่น
1.1 ครูจะบอกและอธิบายกฎเกณฑ์ตลอดจนข้อยกเว้นต่างๆ
1.2 ในด้านคำศัพท์ ครูจะสอนครั้งละหลายคำ บอกคำแปลภาษาไทย บางครั้งเขียนคำอ่านไว้ด้วย
1.3 ครูเน้นทักษะการอ่าน และการเขียน
1.4 ครูเน้นวัดผลด้านความรู้ ความจำ คำศัพท์ กฎเกณฑ์ ความสามารถในการแปล
1.5 ครูมีบทบาทสำคัญมากที่สุด
1.6 นักเรียนเป็นผู้รับฟัง และจดสิ่งที่ครูบอกลงในสมุด
1.7 นักเรียนจะต้องท่องจำกฎเกณฑ์ตลอดจนชื่อเฉพาะต่างๆ ทางไวยากรณ์
1.8 นักเรียนทำแบบฝึกหัดที่สอดคล้องกับเกณฑ์ไวยากรณ์นั้นๆ
1.9 นักเรียนไม่ได้ฝึกนำคำศัพท์มาใช้ในรูปประโยค  

    

 2. วิธีสอนแบบตรง
 เป็นวิธีการสอน ที่เน้นทักษะการฟัง และพูดให้เกิดความเข้าใจก่อน แล้วจึงฝึกทักษะการอ่านและการเขียนโดยมีความเชื่อว่า เมื่อนักเรียนสามารถฟังและพูดได้แล้ว ก็สามารถอ่านและเขียนได้ง่าย และเร็วขึ้น ไม่เน้นไวยากรณ์กฎเกณฑ์มากนัก บทเรียนส่วนใหญ่เป็นกิจกรรสนทนา นักเรียนได้ใช้ภาษาเต็มที่ลักษณะเด่น
2.1 ครูคอยกระตุ้นให้นักเรียนพูดโต้ตอบ
2.2 ครูสร้างสภาพแวดล้อมหรือใช้สื่อที่เอื้อต่อการการเรียนการสอน
2.3 อธิบายคำศัพท์เป็นภาษาอังกฤษ และใช้ตัวอย่างประกอบเป็นของจริง
2.4 การวัดผลเน้นทักษะการฟัง และพูด เช่นการเขียนตามคำบอก การปฏิบัติตามคำสั่ง

 3. วิธีสอนแบบฟัง-พูด (Audio – Lingual Method)
เป็นวิธีการสอนตามหลัก ภาษาศาสตร์ และวิธีสอนตามแนวโครงสร้าง เป็นการสอนตามหลักธรรมชาติ คือ ฟัง พูด อ่าน และเขียน สอนครบองค์ประกอบลำดับจากง่ายไปหายากลักษณะเด่น
3.1 ครูต้องเป็นแบบอย่างที่ดีในการใช้ภาษาที่เรียนให้แก่ผู้เรียนในการเลียนแบบ
3.2 ครูจะจัดนำคำศัพท์และประโยคมาสร้างเป็นรูปประโยคให้นักเรียนพูดตามซ้ำๆ กัน ในรูปแบบต่างกัน
3.3 ครูมุ่งเรื่องการฝึกรูปประโยคทางภาษาในห้องเรียนมากกว่าประโยชน์การใช้ภาษาในชีวิตประจำวัน
3.4 นักเรียนจะต้องฝึกภาษาที่เรียนซ้ำๆ
3.5 นักเรียนเป็นผู้ลอกเลียนแบบ และปฏิบัติตามครูจากสิ่งที่ง่ายไปหาสิ่งที่ยากจนเกิดเป็นนิสัยสามารถพูดได้อย่าง        อัตโนมัติ

  4. วิธีการสอนตามทฤษฏีการเรียนแบบความรู้ความเข้าใจ (Cognitive Code Learning theory)
วิธีการสอนแบบนี้ยึดแนวคิดที่ว่าภาษา เป็นระบบที่เป็นไปตามกฎเกณฑ์ ความเข้าใจ และการแสดงออก ทางภาษาขึ้นอยู่กับความเข้าใจ กฎเกณฑ์ เมื่อผู้เรียนมีความเข้าใจรูปแบบของภาษาและความหมายแล้ว ก็จะสามารถใช้ภาษาได้ลักษณะเด่น
4.1 ครูมุ่งฝึกทักษะทุกด้านตั้งแต่เริ่มสอน โดยไม่จำเป็นต้องฝึกฟังและพูดให้ดีก่อน แล้วจึงอ่านและเขียน ตามวิธีสอน       แบบฟัง-พูด (Audio – Lingual Method)
4.2 ครูสอนเนื้อหาแตกต่างกัน ขึ้นอยู่กับความต้องการที่แตกต่างของนักเรียน ที่มีความสามารถในทักษะฟังพูดอ่าน           เขียนที่แตกต่างกัน
4.3 สนับสนุนให้ผู้เรียนใช้ความคิด สติปัญญา และมีความรู้สึกที่ดีต่อการเรียนภาษาอังกฤษ
4.4 ใช้ภาษาไทยในการช่วยอธิบาย แต่อธิบายในเรื่องการฟังและพูด
4.5 การวัดและประเมินผลในด้านภาษาของนักเรียนนั้น คือ ความคล่องแคล่วในการใช้ภาษาแต่ ละขั้นตอน

 5. วิธีสอนตามเอกัตภาพ (Individualized Instruction)
จากวิวัฒนาการสอนภาษาอังกฤษ จะเห็นว่า ผู้เรียนเริ่มมีบทบาทจากการเป็นผู้รับเพียงฝ่ายเดียวมาเป็นผู้ที่มีส่วนร่วม ในการเรียนการสอนมากขึ้นเป็นลำดับลักษณะเด่น
 5.1 การสอนเปลี่ยนจากครูเป็นหลัก เป็นผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง
5.2 ครูพยายามให้นักเรียนมีโอกาสศึกษาค้นคว้าด้วยตนเองตามความสามารถของแต่ละบุคคลให้ได้มาก
5.3 ครูเตรียมสื่อการเรียนการสอนไว้ให้
5.4 ครูจะเตรียม สื่อ เอกสาร บทเรียนโปรแกรม ชุดการเรียน คอมพิวเตอร์ช่วยสอน
       และแนวคำตอบไว้ให้ ให้นักเรียนเรียนรู้ด้วยตนเอง
  
6. วิธีสอนแบบการตอบสนองด้วยท่าทาง (Total Physical Response Method)
แนวการสอนแบบนี้ ให้ความสำคัญต่อการฟังเพื่อความเข้าใจ เมื่อผู้ฟังเข้าใจเรื่องที่ฟังอยู่และสามารถปฏิบัติตามได้ก็จะช่วยให้จำได้ดี ลักษณะเด่น
6.1 ในระยะแรกของการเรียนการสอน ผู้เรียนไม่ต้องพูด แต่เป็นเพียงผู้ฟังและทำตามครู
6.2 ครูเป็นผู้กำกับพฤติกรรมของนักเรียนทั้งหมด ครูจะเป็นผู้ออกคำสั่งเอง เมื่อถึงระยะเวลาที่สมควรพูดแล้วเรียนอ่านและเขียนต่อไป
6.3 ภาษาที่นำมาใช้ในการสอนเน้นที่ภาษาพูด เรียนเรื่องโครงสร้างทางไวยากรณ์ และคำศัพท์มากกว่าด้านอื่นๆ โดยอิงอยู่กับประโยคคำสั่ง
6.4 นักเรียนจะเข้าใจความหมายได้อย่างชัดเจนจากการแสดงท่าทางของครู
6.5 ครูทราบได้ทันทีว่านักเรียนเข้าใจหรือไม่ จากการสังเกตการปฏิบัติตามคำสั่งของนักเรียนเมื่อครูสั่ง
6.6 ครูต้องทำพร้อมกับนักเรียนในระยะแรก
6.7 ต้องสั่งจากง่ายไปหายาก

 7. วิธีการสอนแบบอภิปราย (Discussion Method)
เป็นวิธีการสอนที่มุ่งให้ผู้เรียน รู้จักการทำงานเป็นกลุ่ม รวมพลังความคิดเพื่อพิจารณาหาทางแก้ไขปัญหา หาข้อเท็จจริง ลักษณะเด่น
7.1 ฝึกให้นักเรียนกล้าแสดงออก กล้าแสดงความคิดเห็นกล้าพูด อย่างมีเหตุผล ฝึกการเป็นผู้ฟังที่ดี ฝึกให้เป็นคนมีระเบียบวินัย และอดทนที่จะรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่น
7.2 ครูสร้างสถานการณ์ให้นักเรียนทำงานว่า สมมุตินักเรียนจะเข้าค่ายพักแรมเป็นเวลา 5 วันนักเรียนจะต้องเตรียมเครื่องใช้อะไรไปบ้างช่วยกันอภิปราย และสรุปผลออกมาเป็นรายงานส่งครู เป็นต้น

8. วิธีการสอนแบบโครงการ (Project Method)
เป็นวิธีที่สอนให้ผู้เรียนทำกิจกรรม ใดกิจกรรมหนึ่งที่ผู้เรียนสนใจ หรือตามที่ครูมอบหมายให้ทำ
ลักษณะเด่น
8.1 นักเรียนจะดำเนินการอย่างอิสระ
8.2 ครูเป็นเพียงผู้ชี้แนะช่วยเหลือและติดตามผลงานของนักเรียนว่าการดำเนินการ ความก้าวหน้า
       อุปสรรคการประเมินผลงานใดบ้าง
8.3 นักเรียนจะมีอิสระในการใช้ภาษาได้อย่างเต็มที่

9. วิธีสอนภาษาแบบกลุ่มสัมพันธ์ (Community Language Learning)
วิธีการ สอนแบบนี้มีแนวคิดที่ต่างไปจากแนวคิดอื่น ลักษณะเด่น
9.1 ยึดผู้เรียนเป็นหลัก
9.2 เน้นการพัฒนาความสัมพันธ์ระหว่างครูกับนักเรียน และระหว่างนักเรียนด้วยกัน ทำให้ผู้เรียนเกิดความรู้สึกว่าเป็นส่วนหนึ่งของกลุ่ม
9.3 นักเรียนแต่ละคนร่วมกิจกรรม
9.4 ครูทำหน้าที่เป็นผู้ให้คำปรึกษาด้านภาษาเท่านั้น ส่งเสริมให้นักเรียนมีความคิดริเริ่มสร้างสรรค์
9.5 เน้นการใช้ภาษาเพื่อการสื่อสาร สิ่งที่นำมาเรียนสามารถนำไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ การฝึกให้ผู้เรียนใช้โครง    สร้างประโยค คำศัพท์และเสียง ตามวิธีการสอนแบบกลุ่มสัมพันธ์
9.6 การประเมินผลการเรียนนั้นจะเป็นการทดสอบแบบบูรณาการโดยให้นักเรียนประเมินตนเอง  ดูจากการเรียนรู้ของตนเอง และความก้าวหน้าของตน
9.7 ถ้านักเรียนมีที่ผิด ครูจะพยายามแก้ไข โดยไม่ใช้วิธีคุกคาม โดยให้ฝึกทำซ้ำๆ กัน

 10. วิธีสอนตามแนวการสอนภาษาเพื่อการสื่อสาร (Communicative Approach)
จากข้อเท็จจริงพบว่า ถึงแม้นักเรียน จะเรียนรู้โครงสร้างของภาษามาแล้วเป็นอย่างดี แต่ก็ยังไม่สามารถพูดได้หรือสื่อสารได้ดีนัก ด้วยเหตุผลนี้นักภาษาศาสตร์และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการเรียนภาษาต่างประเทศ ได้เสนอแนวการสอนแบบใหม่ คือ การสอนเพื่อการสื่อสาร โดยมีความเชื่อว่าภาษาไม่ได้เป็นเพียงระบบไวยากรณ์ที่ประกอบด้วยเสียง ศัพท์ และโครงสร้างเท่านั้น แต่ภาษาคือ ระบบที่ใช้ในการสื่อสาร ดังนั้นการสอน จึงควรให้นักเรียนสามารถนำภาษาไปใช้ในการสื่อสารได้  และจะต้องใช้ภาษาให้เหมาะสมตามสภาพสังคมด้วย

11. โปรแกรม CIRC (Cooperative Intergrated Reading and Composition)
CIRC คือ โปรแกรมสำหรับสอนการอ่าน การเขียนและทักษะทางภาษา (Language arts) ใช้กับนักเรียนระดับประถมศึกษาตอนปลาย โดยเน้นที่หลักสูตรและวิธีการสอน โดยการพยายามนำการเรียนรู้แบบร่วมมือมาใช้ โปรแกรม CIRC พัฒนาขึ้นโดย Madden, Slavin และ Stevens ในปี 1986 นับ ว่าเป็นโปรแกรมที่ใหม่ที่สุดของวิธีการเรียนรู้เป็นทีม ซึ่งเป็นโปรแกรมการเรียนแบบร่วมมือที่น่าสนใจยิ่ง เนื่องจากเป็นโปรแกรมการเรียนการสอนที่นำการเรียนแบบร่วมมือมาใช้กับการอ่าน และการเขียนโดยตรง

CIRC-Reading  สำหรับการอ่าน นักเรียนจะได้รับการสอนภายในกลุ่มการอ่าน หลังจากนั้นให้นักเรียนแยกออกเป็นทีม เพื่อทำงานตามกิจกรรมแบบร่วมมือ โดยการจับคู่กันอ่าน การทำนายเรื่องที่อ่าน การสรุปเรื่องให้อีกคนหนึ่งฟัง การเขียนตอบคำถามจากเรื่อง การฝึกสะกดคำศัพท์ การถอดรหัสและฝึกเรื่องคำศัพท์ นักเรียนทำงานร่วมกันในทีมเพื่อให้นักเรียนสามารถจับใจความสำคัญของเรื่อง ที่อ่านได้ และได้ทักษะอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับความเข้าใจในการอ่าน

CIRC-Writing/Language Arts สำหรับการเขียน วิธีการที่ใช้ขึ้นอยู่กับรูปแบบกระบวนการเขียน ซึ่งใช้รูปแบบทีมเหมือนกับโปรแกรม CIRC สำหรับการอ่าน วิธีการนี้นักเรียนทำงานร่วมกันเพื่อวางแผน (plan) ร่างต้นฉบับ (draft) ทบทวนแก้ไข (revise) รวบรวมและลำดับเรื่อง (edit) และพิมพ์หรือแสดงผลงาน (publish) เรื่องที่แต่งออกมา โดยครูเป็นผู้เสนอเนื้อหาเพียงเล็กน้อยเกี่ยวกับแนวทาง (style) เนื้อหา และกลวิธีของการเขียน

CIRC สำหรับ การอ่านและการเขียนนั้น โดยปกติแล้วจะใช้ควบคู่ไปด้วยกัน แต่กระนั้นก็สามารถใช้โปรแกรมนี้แยกในการสอนอ่าน หรือสอนการเขียนเพียงอย่างใดอย่างหนึ่งได้
โปรแกรมการเรียนแบบร่วมมือ มีลักษณะกิจกรรมโดยรวมดังนี้คือ

1. การสอนเริ่มต้นจากครู (Teacher Instruction)
2. การฝึกปฏิบัติภายในทีม (Team Practice) นักเรียนทำงานในกลุ่มซึ่งมีสมาชิก 4-5 คนโดยมีความสามารถแตกต่างกัน เรียนรู้กันจากที่ครูได้มอบหมายให้โดยการใช้ Worksheet หรืออุปกรณ์การฝึกอื่นๆ ขึ้นอยู่กับเนื้อหาที่เรียน นักเรียนจะได้ประเมินเพื่อนสมาชิกในกลุ่มซึ่งกันและกัน
3. นักเรียนได้ประเมินการเรียนรู้ของตนเอง (Individual Assessment) ในเรื่องของข้อความรู้หรือทักษะที่เขาได้รับในบทเรียน
4. คะแนนจากการประเมินนักเรียนแต่ละคน จะรวมเป็นคะแนนของทีม (Team Recognition) ทีมใดที่ได้คะแนนถึงเกณฑ์ที่กำหนดไว้ จะได้รับใบประกาศนียบัตรหรือรางวัลอื่นๆ
การจัดกลุ่มนักเรียน
นักเรียนจะทำงานตามกิจกรรมที่กำหนด ภายในกลุ่มการเรียนรู้ที่มีนักเรียนซึ่งมีความสามารถแตกต่างกันในกลุ่มการอ่าน (Reading Groups) นั้น นักเรียนจะถูกกำหนดให้อยู่ในกลุ่ม การอ่าน จำนวน 2-3 กลุ่ม ขึ้นอยู่กับระดับการอ่านของเขา โดยครูเป็นผู้กำหนดให้ว่า นักเรียน คนใดจัดว่าอยู่ในกลุ่มเก่ง ปานกลาง หรืออ่อน

ประโยชน์ของการเรียนรู้ด้วยวิธีสอนแบบสตอรีไลน์

1.เป็นการเรียนรู้อย่างมีความหมาย ผู้เรียนจำได้ถาวร (Retention) ซึ่งการเรียนแบบนี้ต้องเริ่มต้นด้วยการทบทวนความรู้เดิม และประสบการณ์เดิมของผู้เรียน
2.ผู้เรียนได้มีส่วนร่วมในการเรียน (Participate) ทั้งทางร่างกาย จิตใจ สติปัญญา สังคม เป็นการพัฒนาทั้งตัว
3.ผู้เรียนมีส่วนร่วมในการทำกิจกรรมตามประสบการณ์ชีวิตของตน และเป็นประสบการณ์จริงในชีวิตของ      ผู้เรียน
4.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะต่างๆ ซ้ำแล้วซ้ำอีกโดยไม่มีการเบื่อหน่าย
5.ผู้ เรียนจะได้สร้างจินตนาการตามเรื่องที่กำหนด เป็นการเรียนรู้ด้านธรรมชาติ เศรษฐกิจ วัฒนธรรม การเมือง วิถีชีวิต ผสมผสานกันไป อันเป็นสภาพจริงของชีวิต
6.ผู้เรียนจะได้พัฒนาความคิดระดับสูง คิดไตร่ตรอง คิดอย่างมีวิจารณญาณ คิด แก้ปัญหา คิดริเริ่ม คิดสร้างสรรค์
7.ผู้เรียนได้ฝึกทักษะการทำงานเป็นกลุ่ม ตั้งแต่ 2 คน 4 คน 6 คน รวมทั้งเพื่อนทั้งห้องเรียน ขึ้นอยู่กับลักษณะกิจกรรม เป็นการพัฒนาให้เป็นผู้มีมนุษยสัมพันธ์
8.ผู้ เรียนได้เรียนรู้จากสิ่งใกล้ตัวสู่สิ่งไกลตัว เช่น เรียนตัวของเรา บ้านของเรา ครอบครัวของเรา ชุมชนของเรา ประเทศของเรา และประเทศเพื่อนบ้าน เป็นไปต้น
                                                                                         

                                                                                                                   ขอบคุณ  นาง ประภาพักตร์ เขตจัตุรัส

เคล็ดลับฝึกฟังภาษาอังกฤษยังไงให้เข้าใจ



วิธีฝึกทักษะด้านการฟังง่ายๆ ที่ใครๆ ก็สามารถทำเองได้ที่บ้าน ถ้าคุณสามารถอ่านและเขียนภาษาอังกฤษได้เป็นอย่างดี แต่มักจะตกม้าตายทุกทีเวลาต้องฟังคนอื่นพูดภาษาอังกฤษ
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่ประสบปัญหาเหล่านี้อยู่ละก็ อย่าเพิ่งท้อใจนะคะ ขอให้รู้ไว้ว่ามันเป็นเรื่องธรรมดาของการเรียนภาษา ไม่ว่าจะภาษาใดๆ บนโลกใบนี้ เพราะเมื่อภาษาแปลงร่างจากการเขียนเป็นการพูด จะมีปัจจัยอื่นๆ เข้ามาเกี่ยวข้องอีกมากมาย ไม่ว่าจะเป็นน้ำเสียงของผู้พูดแต่ละคนที่มีเป็นร้อยเป็นพันแบบ การรวบคำให้กระชับ ประโยคแสลง และอีกสารพัดปัจจัยที่ทำให้การฟังยุ่งยาก แต่เรื่องแบบนี้สามารถฝึกฝนกันได้ด้วยเคล็ดลับดีๆ ต่อไปนี้ค่า
ก่อนอื่นขอให้จำไว้เลยว่าต้อง 'ฝึกฟังจากเรื่องง่ายไปหายาก' ช่วงแรกของการฝึกถ้าเราไปฟังข่าวยากๆ ยาวๆ ที่มีศัพท์แปลกๆ ไม่คุ้นหูอยู่เพียบ แล้วเกิดฟังไม่เข้าใจขึ้นมา อาจทำให้เกิดอารมณ์สิ้นหวังได้ค่ะ ดังนั้นเราจึงควรเริ่มจากฟังอะไรสั้นๆ ง่ายๆ ที่เขาพูดช้าๆ ให้เข้าใจเสียก่อน เน้นฟังสำเนียงที่ถูกต้อง ฝึกแบบค่อยเป็นค่อยไปนะคะ

แนะนำ:

ขั้นตอนในการฝึกฝน

1. ฟังรอบแรกรวดเดียวจบ โดยไม่ดูบทความที่แนบมากับคลิปเสียง สูดหายใจลึกๆ หามุมที่นั่งสบายๆ ผ่อนคลาย ไม่ต้องกังวลว่าจะฟังไม่รู้เรื่อง

2. ฟังซ้ำอีกครั้งเพื่อเก็บรายละเอียดเพิ่มเติม

3. ฟังและหยุดคลิปทุกๆ 5 วินาที ขณะที่หยุดนั้นให้เขียนคำหรือวลีอะไรก็ได้ที่คุณได้ยินออกมาให้ได้มากที่สุด เมื่อฟังจบทั้งคลิปแล้ว ลองอ่านโน้ตย่อๆ ของเราดูว่า เราพอจะจับคอนเซ็ปต์ได้หรือไม่ว่าในคลิปกำลังพูดถึงเรื่องอะไร การฝึกในเบื้องต้นเราไม่จำเป็นต้องเข้าใจทุกคำพูดค่ะ แค่พอเข้าใจคร่าวๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว

4. ทำซ้ำแบบเดิมกับข้อ 3. แต่พยายามเติมคำศัพท์ลงไปให้มากขึ้น และแก้ไขข้อผิดพลาดต่างๆ จากการเขียนครั้งแรก

5. เขียนเรียบเรียงข้อมูลให้เป็นประโยค ลองใช้ความรู้ด้านไวยากรณ์ปะติดปะต่อคำและวลีต่างๆ เข้าด้วยกัน

7. ฟังคลิปเสียงอีกครั้ง โดยอ่านโน้ตย่อของตัวเองตามไปด้วย

6. เก็บโน้ตย่อชิ้นแรกออกไป เริ่มฟังคลิปอีกครั้ง แต่ครั้งนี้ให้หยุดคลิปทุกๆ 10 วินาที แล้วเขียนสิ่งที่ได้ยินออกมาเหมือนเดิม จากนั้นลองนำมาเปรียบกับโน้ตย่อชิ้นเก่าดูค่ะ
โดยอ่านโน้ตย่อของตัวเองตามไปด้วย

8. เปรียบเทียบโน้ตย่อกับบทความจริงที่ถูกต้อง ถ้าพบว่ามีคำผิดเยอะ ต้องลองวิเคราะห์ดูค่ะว่าปัญหาในการฟังของคุณเกิดจากอะไร บางคนอาจจะฟังไม่รู้เรื่อง เพราะออกเสียงไม่ถูกต้อง ไม่รู้จักคำศัพท์ หรือมีปัญหากับเสียงหนัก เสียงเบา การเชื่อมคำ การรวบประโยค ก็ต้องลองแก้ปัญหาเป็นจุดๆ ไป

9. ฟังคลิปอีกครั้งไปพร้อมๆ กับการอ่านบทความที่ถูกต้อง เพื่อเช็คว่าตรงส่วนไหนบ้างที่คุณพลาดไป จากนั้นลองกลับฟังรอบสุดท้ายแบบไม่อ่านโน้ตและบทความเลย ซึ่งพอถึงขั้นตอนนี้คุณควรจะเข้าใจเรื่องราวในนั้นมากยิ่งขึ้นแล้วนะคะ
ส่วนในการเลือกคลิปเสียง ถ้าเป็นเรื่องที่เราสนใจจะยิ่งกระตุ้นให้เราอยากฝึกฝนมากยิ่งขึ้นค่ะ


ลองฝึกพูดประโยคที่สามารถใช้ได้บ่อยๆในชีวิตประจำวัน

                  




        ทักษะการฟังไม่สามารถพัฒนาขึ้นในชั่วข้ามคืน ต้องใช้เวลาในการฝึกฝนทำซ้ำๆ อย่างต่อเนื่องสัปดาห์ละ 3-4 ครั้ง ฟังครั้งนึงไม่กี่นาทีแต่เน้นฝึกบ่อยๆ จะได้ผลดีกว่าการฟังครั้งนึงเป็นชั่วโมงแต่ฝึกแค่สัปดาห์ละครั้งนะคะ
ถ้าใครรู้สึกว่าสกิลเริ่มพัฒนาขึ้นแล้ว ระหว่างฟังจะฝึกพูดไปด้วยก็ได้ค่ะ การพูดตามจะทำให้เราโฟกัสกับสิ่งที่ฟังมากขึ้น และเป็นการรีเช็คให้มั่นใจว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นถูกต้องมากยิ่งขึ้นด้วย
       ระยะเวลาในการอัพเลเวลของแต่ละคนก็ไม่เท่ากัน บางคนอาจจะใช้เวลาเป็นเดือน หรือบางคนอาจต้องใช้เวลาเป็นปี ขึ้นอยู่กับความสามารถและความมุ่งมั่น การเรียนภาษาไม่มีทางลัดค่ะ ฝึกฝนเท่านั้นที่จะทำให้เราเก่งขึ้นได้ ยิ่งใครอยากไปเป็นนักเรียนนอกก็ยิ่งต้องฟิตให้มากขึ้น เชื่อเถอะค่ะว่าผลจากความพยายามอย่างสุดความสามารถ จะตอบแทนเราอย่างคุ้มค่าแน่นอน ยังไงก็ขอเป็นกำลังใจในการฝึกภาษาให้กับทุกคนนะคะ


อ้างอิง
        
    http://www.hotcourses.in.th/study-abroad-info/applying-to-university/how-to-practice-listening/


5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษสำหรับคนอยากเก่งภาษาอังกฤษ


1. เรียนพิเศษ:

การเรียนพิเศษเป็นสิ่งจำเป็นมาก คุณต้องการครูเพื่อปูพื้นฐานและแนะแนวการเรียน การเรียนพิเศษก่อให้เกิดการได้ใช้งานจริงคือการทำงานเขียน ทำแบบทดสอบ การสนทนากับเพื่อนและครู และต่อยอดไปสู่การสร้างสังคมคือมีเพื่อนในที่เรียน ถ้าต้องการการสนทนาเยอะอย่างเป็นธรรมชาติให้เรียนกับครูฝรั่ง ใช้คอร์สพื้นฐาน เน้นพูดเยอะ ช่วยได้ ยิ่งพูดเยอะ ยิ่งเป็นเร็ว สุดท้ายไม่ต้องไปนั่งท่องอะไรเลย โดยเฉพาะกิริยาช่อง 1 ช่อง 2 ช่อง 3 อะไรพวกนั้น ท่องไปเถอะครับ ท่องไปก็ใช้ไม่เป็น แต่ถ้าได้พูดกับฝรั่งบ่อยๆ เป็นเลย
2. มีกลุ่มเพื่อนที่พูดภาษาอังกฤษ:
ไม่จำเป็นต้องเป็นฝรั่งทั้งหมด มาเลย์เซีย เกาหลี ไต้หวัน อะไรก็ได้ คุณจะพบกลุ่มเหล่านี้ได้จากที่เรียนพิเศษ ก็สานสัมพันธ์กันไป ผมเองครั้งหนึ่งก็มีเพื่อนร่วมคอนโดเป็นชาติแถบเอเชียและแขกขาวที่พูดอังกฤษทั้งหมด แล้วผมก็ไปสนิทกับพวกเขา ไปเที่ยวกันในวันหยุด อยู่ด้วยกันทั้งวัน ไปทำกิจกรรมที่โบสถ์ ผมได้พูดภาษาอังกฤษเยอะมากและช่วยผลักดันศักยภาพทางภาษาอย่างมากมายมหาศาล
3. มีตำราประจำตัว:
ภาษาอังกฤษสำคัญที่โครงสร้างประโยค คือถ้าคุณรู้โครงสร้างประโยคภาษาอังกฤษซึ่งมันมีอยู่ไม่กี่อย่าง อาทิ
I do… /I do not… /I can… /I cannot… /I want… /I will… ฯลฯ แล้วตามด้วยคำศัพท์ คำกิริยา ฯลฯ เหล่านี้คือการสร้างโครงสร้างประโยค ถ้าคุณผสมโครงสร้างประโยคได้ ก็จบแล้วครับภาษาอังกฤษ ที่เหลือเป็นเรื่องของการเอาคำศัพท์มาปะติดปะต่อและการเลือกใช้ Tense ซึ่งความท้าทายของภาษาคือ Tense ซึ่งในภาษาอังกฤษแยก ปัจจุบัน อดีต อนาคต แบ่งเป็นอย่างต่ำ 6 tense และคำกิริยาก็ดันแยกออกเป็นสามตามแต่ละ tense:
  • Simple present: Sun goes up every morning.
  • Simple past: Sun went down at 6PM yesterday.
  • Future: Sun will go up 5AM in summer.
  • Present continuous: I am going to the shop in the afternoon.
  • Past continuous: I was going to the shop when you called.
  • Future continuous: I will be going to shop this time tomorrow
  • Present perfect: I have gone out already.
  • Past perfect: I had gone out by the time you came back yesterday.
  • Future perfect: I will have gone out by the time you come back tomorrow.
ถามว่างงไหม… ตอบตรงๆ ผมโครตงงเลย ไม่รู้อะไรเป็นอะไร นี่คือเบาะๆ แค่ได้แค่นี้ก็ครอบคลุมการสร้างประโยคได้มากแล้ว เรื่องพวกนี้คุณไม่ต้องไปท่องมาก อย่างที่บอกยิ่งท่องยิ่งลืม ให้หาโอกาสเรียนสด พูดสด เขียนสด จะช่วยได้ พอได้พูด ได้ยิน ได้ฟังแล้วให้หันกลับมาหาตำราเพื่อกระชับทักษะให้แม่นขึ้น ตำราจะช่วยให้คุณเข้าใจว่าทำไมคุณถึงต้องพูดแบบนั้น และถ้าคุณจะพูดแบบนี้ต้องผสม tense แบบไหนถึงจะถูกต้องจริงๆ ผมแนะนำตำราสองอัน
SIDE by SIDE Student BookSide by Side Student Book by Steven J. Molinsky: เป็นตำราเรียนภาษาที่ไม่หนามาก ทำเป็นภาพการ์ตูนไล่เรียงการใช้ tense ที่ผมบอกไปอย่างเรียบง่ายผมอ่านตำรานี้เอาอยู่เลย เพราะมันช่วยให้ผมเข้าใจหลักการใช้ tense ที่ถูกต้อง กล่าวคือผมมีพื้นฐานการสร้างประโยคการพูดมาแล้ว พอมาเรียน tense มันจะไปไว เป็นการตัดแต่งความรู้รั่วๆให้มันเป็นระเบียบขึ้น หนังสือชุดนี้มีหลายเวอร์ชั่น ตอนนี้ผมไม่รู้แล้วว่าเวอร์ชั่นไหนเป็นเวอร์ชั่นไหน แต่เล่มเดิมที่ผมอ่านมันเป็น Student Book ปกเขียวตามรูป ผมซื้อไว้นานเป็นสิบปีที่ Kinokuniya สาขา The Emporium ตอนนี้คงต้องไปหาใน Amazon กันเอง
Practical English Usage
Michael Swan’s Practical English Usage: อันนี้คือโครตของโครตการใช้ไวยากรณ์ (Gramma) สำหรับเซียนภาษาที่คล่องภาษาแล้วและต้องการตรวจสอบการใช้งานไวยากรณ์บางรายการที่ไม่แน่ใจ หนังสือเล่มนี้แยกหมวดหมู่ไวยากรณ์ในภาษาอังกฤษอย่างดีมาก มีประโยชน์สุดๆและแนะนำให้เป็นตำราภาษาอังกฤษสามัญประจำบ้าน เล่มนี้ผมซื้อไว้เป็นสิบปีเหมือนกัน ที่ Kinokuniya สาขา The Emporium
4. ฝึกฟังภาษาอังกฤษผ่าน Youtube และ Pod Cast:
ผมใช้บ่อยคือการเปิด Youtube พวกการพูดอย่าง TED Talk และ Pod Cast ที่ Blogger ฝรั่งชอบบันทึกแล้วนำไปเผยแพร่บัน Blog การฟังเป็นการฝึกทักษะที่มีประสิทธิภาพมาก เพราะต้องใช้สติและสมาธิสูงข้อมูลจะเข้าหัวได้ดีกว่าการฟังจากการดูหนังฝรั่ง 
 ปัญหาของภาพยนตร์ฝรั่งแบบอเมริกันคือภาษาอังกฤษแบบอเมริกันพูดเร็ว เป็นภาษาแสลงและภาษาโจ๋ๆที่เข้าใจยาก ผมดูหนังฝรั่งอเมริกันไม่เคยเข้าใจอะไรที่มันพูดเลย 
  แต่ถ้าเป็นภาพยนตร์อังกฤษอันนี้มีความเป็นภาษาที่ฟังออกและเข้าใจง่ายมากกว่าเยอะ ที่ผ่านมาคนมักแนะนำให้ดูหนังฝรั่งเพื่อฝึกภาษา แต่ผมขอแนะนำไปโหลด talk show ของนักพูดใน Youtube ดีกว่าเพราะคนเหล่านี้มีภาษาพูดที่ถูกต้องและชัดเจนมากกว่าเยอะ คุณสามารถทดสอบความแตกต่างได้โดยการเข้า Youtube ไปดู clip หนังฝรั่งอเมริกันแล้วลองไปดู clip สอนการพูดโดย Roger Love จะเห็นว่าแตกต่างกันมากในเรื่องของความชัดเจนของภาษา
5. อ่านหนังสือภาษาอังกฤษ:
การอ่านเป็นการฝึก พัฒนา และลับคมความรู้ภาษาอังกฤษในระยะยาวได้เป็นอย่างดี คุณสามารถเลือกอ่านหนังสือภาษาอังกฤษได้มากมายตามใจชอบ สนใจเรื่องใดอ่านเรื่องนั้น เรื่องที่คุณสนใจจะเป็นแรงผลักดันให้อยากอ่านอยากศึกษา ส่วนข้อแนะนำในการอ่านหนังสือคือหลีกเลี่ยงหนังสือที่เป็นวิชาการมากเกินไป เพราะหนังสือเหล่านี้เป็นเนื้อหาหนัก เขียนโดยนักวิชาการ ด็อกเตอร์ และผู้มีความรู้สูง ซึ่งปัญหาของคนมีความรู้สูงมากเกินไปคือถ่ายทอดภาษาที่เข้าใจอยู่คนเดียว คุณควรเลือกอ่านหนังสือที่เขียนโดยคนทั่วไปทีอยากแชร์ประสบการณ์และความรู้ของตัวเอง คนทั่วไปเหล่านี้เขียนด้วยภาษาง่ายๆเหมือนผมและคุณ อ่านง่าย เข้าถึงง่าย ช่วยพัฒนาทักษะทางภาษาได้เร็วเพราะไม่เครียดในความเป็นวิชาการอันซับซ้อน
นี่คือ 5 วิธีฝึกภาษาอังกฤษสำหรับคนอยากเก่งภาษาอังกฤษ ที่ต้องทำสม่ำเสมอทุกวันอย่าหยุด ตลอดเวลาหลายปีที่ผ่านมาแม้ผมทำงานที่ใช้ภาษาแต่ก็ไม่หยุดฝึก ผมอ่าน Blog ฝรั่ง ฟัง Youtube Talk show และฟัง Podcast และอ่านหนังสือต่างประเทศ อ่านสำเร็จบ้าง ไม่สำเร็จบ้าง บางเล่มซื้อมาอ่านไม่รู้เรื่องทั้งเล่มก็มี ประสบการณ์หลากหลายกับการฝึกภาษา แต่อย่าลืมว่านี่คือ Life time learning เรียนแล้วหาโอกาสใช้งานด้วย ประสบการณ์สำคัญที่สุดครับ
                                                อ้างอิง http://www.theceoblogger.com/5-way-to-learn-english/